Menu

ประวัติและผลงาน พันเอก ดร. นที ศุกลรัตน์

ผมเกิดที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี แต่มาใช้ชีวิตวัยเด็กที่ ตำบลร่มเมือง อ.เมือง จ.พัทลุง เป็นลูกคนโตของคุณพ่อนิรันดร์-คุณแม่อุ่นใจ ศุกลรัตน์ เป็นพี่ชายคนโตของน้องชายอีก 2 คน คือ นายณัฏฐ์ และ พ.ต.ท. ณวัฒน์ ศุกลรัตน์ ตำบลร่มเมืองในขณะนั้นเป็นสถานที่ทุรกันดาร ไม่มีไฟฟ้า ประปา ทั้งตำบลมีรถโดยสารแค่ 2-3 คัน ช่วงฤดูฝน ถนนหนทางเต็มไปด้วยโคลน แต่ผู้คนในหมู่บ้านก็มีความเป็นญาติ พี่น้อง สังคมชนบท เอื้ออารี พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ด้วยความเป็นพี่ชายคนโต กอรปกับคุณพ่อและคุณแม่มีอาชีพเป็นครู ทำให้ผมได้รับการปลูกฝังให้เป็นคนที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อทั้งตนเองและครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก และเนื่องจากเงินเดือนข้าราชการครูที่ค่อนข้างน้อย พ่อแม่ของผมจึงต้องหารายได้เสริม ผมจึงมีหน้าที่ช่วยพ่อแม่เลี้ยงดูน้องชายและช่วยทำงานภายในบ้านเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระท่าน

ผมเริ่มการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ที่โรงเรียนวัดร่มเมือง และประถมศึกษาปีที่ 4-6 ที่ โรงเรียนเทศบาลบ้านคูหาสวรรค์ ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดของเทศบาลเมืองพัทลุง มีที่ตั้งอยู่ในตัวจังหวัดพัทลุง ทำให้ผมและน้องต้องเดินทางประมาณ 15 กม.ทุกวัน การเดินทางจากบ้านที่ตำบลร่มเมืองมาเรียนหนังสือในตัวจังหวัดในสมัยนั้นถือว่าเป็นเส้นทางที่ทุรกันดาร และเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ต้องมีความตั้งใจในการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนหลายๆ คนต้องเลิกเรียนกลางคัน เพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็น การศึกษาในภาคบังคับก็เพียงพอ ส่วนในระดับมัธยมศึกษา ผมย้ายมาเรียนที่โรงเรียนพัทลุง ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด ผมได้เรียนรู้ ศึกษา ทั้งวิชาการในห้องเรียนและนอกจากการเรียนในห้องแล้ว ผมได้ร่วมกิจกรรมของโรงเรียนมาโดยตลอด เช่น เป็นประธานชมรมวิทยาศาสตร์ เป็นรองประธานกีฬาสี ซึ่งผมได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ของโรงเรียนพัทลุงประจำปี 2551 เมื่อสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมการศึกษาปีที่ 6 ผมได้รับสิทธิ์เข้ารับการศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่ผมเลือกสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพราะ “ผมอยากเข้ารับราชการทหาร” เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ผมจึงเริ่มตามความฝันของผมโดยเข้าเรียนที่ โรงเรียนเตรียมทหาร (นตท.27) และต่อมาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.38) จนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี วิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร ด้วยรางวัลเหรียญทอง ระหว่างเรียน จากผลการเรียนที่ดีเยี่ยม ทำให้ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าตอนเรียน และได้รับคัดเลือกเป็นนักเรียนหัวหน้ากองร้อย ซึ่งทำให้ผมได้รับเงินเดือนพิเศษในระหว่างการเรียนหนังสือ นอกจากนี้ ผมยังได้รับเลือกเป็นประธานรุ่นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 38 ในระหว่างการศึกษาในชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แสดงถึงความเชื่อถือที่ได้รับจากเพื่อนร่วมรุ่นอีกด้วย

รับราชการและศึกษาต่างประเทศ

ผมเริ่มรับราชการทหารครั้งแรกที่กองพันทหารสื่อสาร กรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด กรุงเทพฯ และ ณ ที่นี่เอง ที่ผมได้รับทุนการศึกษาของกองบัญชาการทหารสูงสุดไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารโทรคมนาคม ที่ University of South Florida ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ผมได้เห็นโลกกว้าง การเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาในครั้งนั้นเป็นการเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิตของผม

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว ผมกลับมารับราชการทหารที่เมืองไทยและแต่งงานกับ ร.ต.ท.หญิง สิริเพ็ญ ศุกลรัตน์ หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้รับทุนการศึกษาจากกองบัญชาการทหารสูงสุดไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความพยายาม มานะทุ่มเท ประกอบกับความตั้งใจอย่างแรงกล้าและแรงสนับสนุนของภรรยาที่น่ารักช่วยให้ผมสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก วิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารโทรคมนาคม วิชาเอกการสื่อสารเคลื่อนที่ และเทคโนโลยี CDMA (Code Division Multiple Access) จาก University of South Florida ภายในระยะเวลา 2 ปีเศษ ด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 และด้วยผลการเรียนที่ดีมาก ทำให้ผมได้รับทุนนักเรียนดีเด่นจากทางมหาลัยซึ่งมีให้กับนักเรียนที่ได้เกรดเฉลี่ยสูงสุดแต่ละปี ทำให้ช่วยประหยัดเงินให้กับกองทัพไทยเป็นจำนวนนับล้านบาท นอกจากนี้ผลงานวิจัยของผมยังได้รับการตีพิมพ์ในที่ประชุมทางวิชาการนานาชาติทั้งที่ประเทศแคนาดาและญี่ปุ่น หลังจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกแล้ว บริษัท Qualcomm Inc. ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านการสื่อสารโทรคมนาคมในขณะนั้นได้ติดต่อให้ผมไปทำงานในโครงการสื่อสารผ่านดาวเทียม GlobalStar ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีความทันสมัยในขณะนั้น ผมจึงขออนุญาตจากกองบัญชาการทหารสูงสุดเพื่อขอทำงานต่อหลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก ซึ่งผมก็โชคดีมากครับที่คณะกรรมการการศึกษา กองบัญชาการทหารสูงสุดให้การสนับสนุน ด้วยเหตุผลว่า…ผมสามารถจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกได้ก่อนเวลา 3 ปี ซึ่งโดยปกติแล้วนักเรียนทุนที่ไปเรียนมักจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี กอรปกับในช่วงปีสุดท้ายผมยังได้รับทุนจากทางมหาวิทยาลัยทำให้ไม่ต้องใช้ทุนจากประเทศไทย ผมจึงเป็นบุคลากรกองทัพไทยคนแรกที่ได้รับการอนุมัติให้ทำงานด้านวิศวกรรม ณ ต่างประเทศหลังจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก ซึ่งทำให้ผมได้มีประสบการณ์และเกิดประโยชน์เป็นอย่างยิ่งในเวลาต่อมา

งานแรกในต่างประเทศ

หลังจากที่เรียนจบ ผมและภรรยาได้ย้ายไปที่ San Diego, California เพราะผมได้เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรอาวุโส ที่บริษัท Qualcomm Inc. บริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์การสื่อสารระบบ CDMA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ผมยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับวิศวกรชั้นนำของโลก โดยเฉพาะการทำงานในโครงการ GlobalStar ซึ่งเป็นระบบการสื่อสารเคลื่อนที่ผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ ผมจึงได้ร่วมพัฒนาระบบนี้มาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งเริ่มให้บริการแก่ผู้ใช้บริการในหลายประเทศ ผมคิดว่าการทำงานในบริษัทระดับโลกทำให้ได้มีโอกาสเห็นกระบวนการทำงาน กระบวนการคิด และวิธีการทำงานแบบมืออาชีพ ที่เป็นต้นแบบในการปฏิบัติงานของผมในเวลาต่อมา ผมทำงานอยู่นานเกือบ 2 ปี แม้ว่าจะเป็นงานที่ดี ท้าทาย และผู้บริหารบริษัทต้องการให้ผมทำงานต่อ แต่ท้ายที่สุดผมก็ตัดสินใจกลับมารับราชการเพื่อทดแทนคุณองค์กรที่ให้โอกาสผมได้ศึกษา เรียนรู้ สิ่งที่สำคัญอีกประการก็คือ การได้รับอนุญาตให้ทำงานที่ประเทศอเมริกาของผมในขณะนั้นเป็นกรณีแรกถ้าเราได้รับโอกาสแล้วกลับเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน คงไม่มีรุ่นน้องทหารคนไหนได้รับอนุญาตให้ทำงานหลังจบการศึกษาแบบผมอีกแน่ เพราะกองทัพคงไม่อยากที่จะเสียเงินฟรี แต่ไม่มีบุคลากรกลับไปพัฒนาประเทศชาติ ผมจึงตัดสินใจเดินทางกลับมารับราชการเพื่อนำความรู้ที่ได้รับมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนากองทัพไทย

ทำงานหนักรับใช้ชาติ

ผมกลับมารับราชการทหารที่กรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด กรุงเทพฯ ในตำแหน่งที่สำคัญหลายตำแหน่ง เช่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองอำนวยการสื่อสาร รองผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน วิศวกรศูนย์โทรคมนาคมทหาร ฯลฯ เป็นต้น โดยในระหว่างการรับราชการในกองทัพ ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่รับผิดชอบ วางแผน ออกแบบ และเสนอแนะข้อมูลที่เกี่ยวกับการพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมทหาร และโครงข่ายดาวเทียมเพื่อความมั่นคง ของกองทัพไทย ขณะเดียวกันผมก็ทำงานพิเศษนอกเวลาราชการ เป็นที่ปรึกษาโครงการดาวเทียม iPSTAR ของบริษัท Shin Satellite Corporation และเป็นอาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ในหลายมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ในระหว่างการรับราชการผมได้มีโอกาสได้ใช้ประสบการณ์และความรู้ในการทำงานในตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษาคณะบริหารโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA 2000 1X-EVDO ซึ่งเป็นโครงข่ายของระบบ 3G โครงข่ายแรกของประเทศไทย โครงการนี้ถือได้ว่าเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดโครงการหนึ่งของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น และเป็นตัวอย่างของการดำเนินงานด้วยความโปร่งใสด้วยการประมูลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) ที่มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ สามารถประหยัดงบประมาณของทางราชการได้เป็นจำนวนหลายพันล้านบาท

ปี 2549 ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นกรรมการ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) น่าจะเป็นกรรมการ บมจ.ทีโอที ที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา และผมยังได้รับโอกาสสำคัญเป็นผู้รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Acting CEO) ของบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลาหลายเดือน การดำรงตำแหน่งบริหารบริษัทขนาดใหญ่ดังกล่าวทำให้ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์ในหลายแง่มุมที่ไม่สามารถหาได้ในกองทัพ

ร่วมงานกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และตำแหน่งอันทรงเกียรติ

ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ตามบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และประธานคณะทำงานด้านกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำนวน มาก ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในขณะนั้น คณะทำงานฯ ได้ร่วมกันทำงานด้วยความเข้มแข็ง จนนำไปสู่การลงทะเบียนของวิทยุชุมชนมากกว่า 6,700 สถานีได้ในปี 2552 นำไปสู่จุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาวิทยุชุมชนซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของ สังคมไทยมาเกือบสิบปี การทำงานด้านวิทยุชุมชนภายใต้ กทช. ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะเข้ามาช่วยกิจการโทรคมนาคมของชาติมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดผมจึงตัดสินใจลงสมัครรับคัดสรรเป็น “กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” (กทช.) และผมได้รับการคัดเลือกจากวุฒิสภาด้วยคะแนนอันดับที่ 1 (117คะแนน จากสมาชิกที่อยู่ในที่ประชุม 125 ท่าน) ซึ่งผมตระหนักในภาระรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่ได้รับมอบหมายจากตัวแทนปวงชน ทั้งประเทศ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ผมได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหนึ่งใน กทช. ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของผมและครอบครัวเป็นอย่างยิ่งครับ และผมได้รับความไว้วางใจเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการออกใบอนุญาตโทรศัพท์ เคลื่อนที่ในยุคที่ 3 (3G) และขับเคลื่อนการออกใบอนุญาตการใช้โครงข่ายไร้สายเพื่อให้บริการบรอดแบนด์ (Broadband Wireless Access: BWA)

การทำงานในฐานะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเป็นสิ่งที่ท้าทาย การได้รับผิดชอบการขับเคลื่อนการออกใบอนุญาต 3G ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่ทราบว่าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนา เศรษฐกิจของชาติในยุคต่อไป ทำให้ต้องสร้างความเข้าใจ สร้างกระบวนการที่โปร่งใส และเป็นธรรม แม้ในที่สุดศาลปกครองจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการประมูลคลื่นความถี่ 3G ครั้งแรกของประเทศไทย ก่อนที่จะมีการประมูลเพียง 2 วัน ด้วยเหตุผลที่ไม่แน่ใจในอำนาจของ กทช. ในขณะนั้น แต่ความสำเร็จที่สำคัญก็คือ กทช. ได้ทำให้สังคมเกิดความตระหนักในความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยี และกระแสโลกาภิวัฒน์ที่เรามิอาจขัดขืนได้ ซึ่งทำให้การประมูลในเวลาต่อมาได้รับการสนับสนุนและสำเร็จลุล่วงไปได้

รับตำแหน่ง รองประธาน กสทช. และประธาน กสท.

นอกจากการยุติประมูลคลื่นความถี่ 3G ครั้งแรกของ กทช. แล้ว รัฐสภาได้ออกกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งทำให้ กทช. ในขณะนั้นต้องพ้นจากหน้าที่ และมีการคัดสรรคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งสังคมคาดหวังว่าจะมีอำนาจเต็มในการขับเคลื่อนกระบวนการประมูลคลื่นความถี่ 3G ผมเป็น กทช. คนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกอีกครั้งให้ดำรงตำแหน่ง กสทช. นอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง รองประธาน กสทช. และ ตำแหน่งประธานกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ประธาน กสท.) ซึ่งมีภารกิจขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในกิจการกระจายเสียงโทรทัศน์ และการวางโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่ขาดการกำกับดูแลมาเกือบสิบห้าปี

ตลอดระยะเวลากว่าสองปีในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รองประธาน กสทช. และประธาน กสท. ผมได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาวิทยุกระจายเสียงขนาดเล็กที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตจำนวนกว่า 6,000 สถานี การแก้ไขปัญหาเคเบิลทีวีและโทรทัศน์ดาวเทียมที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตและประกอบกิจการโดยไม่มีกฎหมายรองรับจำนวนมาก ตลอดจนการพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ รวมถึงการขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การออกอากาศวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ซึ่งได้มีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีความชัดเจน จนเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน

ผมคิดว่าภารกิจการแก้ปัญหาและพัฒนา กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ในบางครั้งเด็กเรียนรู้จากโทรทัศน์มากกว่าจากในห้องเรียน ดังนั้นการพัฒนากิจการวิทยุและโทรทัศน์ให้มีความก้าวหน้า มีการกำกับดูแลให้มีเนื้อหาที่มีความเหมาะสมจะช่วยให้สังคมของเราพัฒนาไป ข้างหน้าด้วยความมั่นคง

ครอบครัวที่อบอุ่น

คุณสิริเพ็ญ เป็นทั้งภรรยาที่น่ารัก เพื่อนคู่คิด และคุณแม่ผู้เอื้ออาทรต่อลูก ตอนนี้ครอบครัวของเรามีลูกสาวที่น่ารัก 2 คน คือ น้อง Nina (12 ขวบ) และ Olya (11 ขวบ) ผมดีใจมากที่ลูกทั้งสองของผมเป็นลูกผู้หญิง เพราะในครอบครัวที่ผมเติบโตมามีแต่พี่น้องผู้ชาย ตอนนี้ลูกทั้งสองกำลังเติบโต และอยู่ในวัยศึกษา ทำให้ผมต้องยิ่งให้เวลากับพวกเขามากขึ้น แต่เป็นธรรมดานั่นแหละครับ เวลาอยู่กับครอบครัวนั้นผ่านไปเร็วและไม่เคยพอครับ การที่ผมสามารถมาถึงตรงจุดนี้ได้นั้น ต้องขอขอบคุณภรรยาและลูกๆ ของผมที่เข้าใจ และคอยให้กำลังใจดูแลผมอยู่ตลอดเวลาครับ

ท้ายที่สุด

ตลอดชีวิตการทำงาน ชีวิตคือการทำงาน ทุกวินาทีมีคุณค่า ผมสนุกกับการทำงานมาก ผมยึดคติ “Work hard, play hard” และผมยังชื่นชมการมีส่วนร่วมของเพื่อนร่วมงานมากด้วยครับ เรามาช่วยกันนะครับเพื่อพัฒนาประเทศของเรา


พ.อ.ดร. นที ศุกลรัตน์