Menu

เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G

การพัฒนาเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G เป็นการมาบรรจบกันของการพัฒนาเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และการพัฒนาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กล่าวคือ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตเดิมมีการออกแบบเพื่อให้บริการสื่อสารข้อมูลข่าวสารและได้รับความนิยมสูงขึ้นตามลำดับโดยเฉพาะเมื่อมีการพัฒนาการให้บริการอินเตอร์เน็ตในเครือข่ายเดียวกับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานซึ่งเดิมให้บริการเสียงมาให้บริการการสื่อสารข้อมูลแบบ Dial-up และต่อมาได้พัฒนามาสู่การให้บริการสื่อสารข้อมูลด้วยเทคโนโลยี Digital Subscriber Lines (DSL) ซึ่งมีความเร็วสูงขึ้นและเป็นหนึ่งในการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ บริการบรอดแบนด์ (Broadband) ในขณะที่โทรศัพท์เคลื่อนที่เดิมมุ่งเพื่อให้บริการการโทรศัพท์ (Voice) ด้วยแนวความคิด “Anywhere Anytime” หรือ การให้บริการ “ทุกที่ ทุกเวลา” ซึ่งแต่เดิมโทรศัพท์พื้นฐานให้บริการด้วยข้อจำกัดที่ผูกติดกับสถานที่เนื่องจากต้องใช้สายในการให้บริการสื่อสารไปยังจุดที่ต้องการการสื่อสาร ถ้าออกนอกสถานที่แล้วจะไม่สามารถให้บริการได้ การแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการประสบความสำเร็จเมื่อมีการออกแบบโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้เทคโนโลยีไร้สาย (Wireless Technology) ทำให้สามารถให้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา แม้แต่ในขณะเคลื่อนที่ เดิมมีการให้บริการในลักษณะที่จำกัดเฉพาะการให้บริการโทรศัพท์ ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมโดยให้มีบริการข้อมูลในลักษณะที่จำกัดได้ เช่น บริการข้อความสั้น (Short Message Service: SMS) ต่อเมื่อบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ผู้ใช้บริการจึงมีความต้องการการบริการได้ใน “ทุกที่ ทุกเวลา” เช่นเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการพัฒนาเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G เพื่อให้สามารถให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทุกที่ทุกเวลา

มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G หรือ มาตรฐานเทคโนโลยี IMT-2000 เป็นข้อกำหนดของสหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ (International Telecommunications Union – ITU) ในการที่จะกำหนดขอบเขตการพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบสนองต่อความต้องการและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้ทุกคน เป็นการกำหนดคุณลักษณะที่สอดคล้องกับการให้บริการของเทคโนโลยี เช่น ความเร็วขั้นต่ำของบริการในรูปแบบต่างๆ ที่ต้องรองรับ โดยที่การพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ ITU เพื่อให้ได้รับการประกาศรับรองให้เป็นเทคโนโลยีทางเลือกสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G นั้นเป็นหน้าที่ของกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์และผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่รวมกลุ่มกันเพื่อจะต้องนำเสนอต่อ ITU ให้รับรอง

กลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์และผู้ให้บริการได้รวมกลุ่มกันพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ ITU จำนวนหลายกลุ่มด้วยกัน โดยที่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองให้เป็น 3G มีมากกว่าที่เราทราบ แต่ที่นำมาใช้โดยทั่วไปเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 2 (2G) ซึ่งมีเทคโนโลยีหลักที่ให้บริการในประเทศต่างๆ สองเทคโนโลยี คือ Global System for Mobile (GSM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของกลุ่มประเทศยุโรป ต่อมาแพร่หลายไปทั่วโลก มีผู้ใช้บริการทั่วโลกมากกว่า 90% และเทคโนโลยี CDMA2000 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผลักดันโดยประเทศอเมริกา มีผู้ใช้บริการทั่วโลกน้อยกว่า 10%

การพัฒนาเทคโนโลยี GSM ไปสู่เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ได้พัฒนาโดยใช้เทคโนโลยี Wideband Code Division Multiple Access (WCDMA) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเทคโนโลยีพื้นฐานเดิมจากเทคโนโลยี TDMA (Time Division Multiple Access) ไปสู่การใช้เทคโนโลยี CDMA ในขณะที่การการพัฒนาไปสู่โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ของค่าย CDMA2000 ของอเมริกา พัฒนาโดยยังคงใช้เทคโนโลยี CDMA แต่ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คือ CDMA2000 1X ร่วมกับเทคโนโลยีการให้บริการข้อมูล Evolution –Data Optimized (EV-DO) โดยการให้บริการข้อมูลแยกออกจากการให้บริการเสียงตามปกติ

ITU ได้รับรองให้ทั้งสองเทคโนโลยี คือ WCDMA (ค่าย GSM) และ CDMA2000 1x EVDO (ค่าย CDMA2000) เป็นเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ในการพัฒนาเทคโนโลยีค่ายอเมริกาพัฒนาเร็วกว่าค่ายยุโรปมากเพราะการพัฒนาจากเทคโนโลยี 2G เดิมไปสู่เทคโนโลยี 3G เป็นการปรับปรุงบนพื้นฐานเทคโนโลยีเดียวกันคือ CDMA ต่างจาก GSM ที่มีการเปลี่ยนเทคโนโลยีพื้นฐานจาก TDMA มาเป็น CDMA ทำให้การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ CDMA 2000 1x EVDO เกิดขึ้นก่อนเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ WCDMA ของค่ายยุโรปประมาณเกือบ 5 ปี

แม้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ค่ายอเมริกาเริ่มให้บริการก่อน แต่ด้วยจำนวนฐานลูกค้าเดิมที่น้อยกว่าในยุคโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจากความได้เปรียบในแง่ของระยะเวลา และการยอมรับของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เนื่องจากการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี3G ค่ายอเมริกา จะต้องมีการลงทุนสูง และมีปัญหาในการให้บริการกับลูกค้าเดิม ทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนใหญ่รอการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเดิม

เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ของประเทศไทย

การเริ่มให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทยในช่วงแรกในยุคที่ ๑ (1G) เป็นการดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคมของรัฐทั้งสององค์กร คือ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และการสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งการให้บริการในช่วงแรกยังไม่มีความแพร่หลายมากนักเนื่องจากมีราคาแพง รวมทั้งในช่วงเดียวกันมีการให้บริการทางเลือกที่ราคาถูกกว่าคือ การใช้วิทยุติดตามตัว (แพ็คลิงค์) และมีการใช้โทรศัพท์พื้นฐานในการติดต่อกลับ การบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อมีการพัฒนาไปสู่ยุคที่ ๒ (2G) ซึ่งเป็นระบบดิจิตอล เครื่องโทรศัพท์มีขนาดเล็กและราคาถูกลง รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านจากการให้บริการโดยภาครัฐที่มีความคล่องตัวน้อยมาสู่การให้บริการโดยภาคประชาชน ในรูปแบบสัญญาสัมปทานกับรัฐวิสาหกิจ

ประเทศไทยมีเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ทั้งสองเทคโนโลยีหลัก คือเทคโนโลยี GSM ที่ให้บริการโดย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาคือ บมจ.ทีโอที (TOT) ในชื่อ ThaiMobile และการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G โดยภาคเอกชนภายใต้สัญญาสัมปทานกับภาครัฐ คือ AIS DTAC และ TRUE Move ส่วนเทคโนโลยี CDMA2000 ในประเทศไทย ให้บริการโดย การสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือต่อมาคือ บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT) ทำการตลาดโดย บริษัท Hutchison เมื่อเปรียบเทียบจำนวนลูกค้าของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ CDMA2000 กับผู้ใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ยุค 2G ในประเทศไทยแล้วนับว่ามีจำนวนน้อยมาก คือ ประมาณ 2-3% ของผู้ใช้ทั้งหมดเท่านั้น

ปัญหาประการสำคัญของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ CDMA2000 ในช่วงแรก ของ CAT ก็คือ การมีโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ครอบคลุมเฉพาะ 25 จังหวัดภาคกลาง รวมถึง กรุงเทพมหานครด้วย CAT เองก็ทราบถึงปัญหานี้ว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากผู้ใช้บริการไม่สามารถใช้บริการได้เมื่อออกนอก 25 จังหวัดภาคกลาง เนื่องจากเทคโนโลยี CDMA2000 กับเทคโนโลยี GSM เป็นเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานต่างกัน ทำให้การ Roaming ไม่สามารถทำได้ ทำให้เกิดความไม่สะดวกกับผู้รับบริการ นอกจากนี้การใช้เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ร่วมกันก็ไม่สามารถทำได้ ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการเปลี่ยนบริการจาก เทคโนโลยี GSM มาเป็น เทคโนโลยี CDMA2000 จะต้องเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์ ต่างจากผู้ใช้บริการโครงข่าย GSM ทั้ง 3 ราย คือ AIS DTAC และ TRUE Move ที่ทุกโครงข่ายให้บริการทั่วประเทศ ทำให้ไม่มีปัญหาในการบริการแก่ผู้ใช้บริการ แม้ผู้ให้บริการภาคเอกชนทั้ง 3 ราย จะใช้คลื่นความถี่ต่างกัน คือ 800/900/1800 MHz แต่เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ลูกข่ายที่ขายส่วนใหญ่เป็นเครื่อง Tri-Band (ใช้ได้ทั้งสามความถี่) ทำให้สามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์ ในขณะที่ไม่สามารถเปลี่ยนโครงข่าย CDMA2000 กับ GSM ได้ ดังนั้นไม่ว่า Hutchison จะพยายามทำการตลาดเท่าไรก็ตามจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นก็น้อยมาก เนื่องจากปัญหาทั้งความครอบคลุมและเครื่องโทรศัพท์ ดังนั้นการให้บริการ CDMA2000 จึงไม่สามารถแทรกช่องว่างของเทคโนโลยี GSM ซึ่งกลายเป็นเทคโนโลยีหลักในยุค 2G ของประเทศไทย

การพัฒนาระบบโทรคมนาคมของประเทศไทย

การพัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G มีแนวความคิดที่แตกต่างจากการพัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ค่อนข้างมาก เนื่องจากในยุค 2G การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปเพื่อให้บริการเสียงเป็นหลัก แม้จะเปลี่ยนมาสู่ดิจิตอลจากระบบอนาล็อกในยุค 1G ก็ตาม แต่การพัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G มุ่งเน้นไปสู่การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อให้ตอบสนองการบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย (Mobile Wireless Broadband Internet) ตามความต้องการของผู้ใช้บริการ ที่เกิดการให้บริการในรูปแบบต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในการอำนวยความสะดวก และบันเทิง

ดังนั้นการออกใบอนุญาตคลื่นความถี่ 3G ของประเทศไทย จึงส่งผลต่อการพัฒนาระบบโทรคมนาคมอย่างยิ่งในแง่ของการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย (Wireless Broadband Internet) โดยที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโทรคมนาคมของประเทศไทยนั้น จำเป็นที่จะต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้มีการขยายการให้บริการบรอดแบนด์ให้ทั่วถึงมากและเร็วที่สุด บรอดแบนด์จะเป็นถนนสายหลัก เป็นระบบขนส่งที่จะนำเนื้อหา การบริการ หรือ Content ในรูปแบบต่างๆ ไปสู่ผู้ประชาชนคนไทยทั่วประเทศโดยมีข้อจำกัดน้อยที่สุด โดยในแง่ของเทคโนโลยีนั้น การให้บริการบรอดแบนด์โดยทั่วไปใช้เทคโนโลยีที่สำคัญ ได้แก่ 1.ผ่านใยแก้วนำแสง ใช้เทคโนโลยี Fiber to the Home (FTTH) 2.ผ่านคู่สายทองแดง ของโทรศัพท์พื้นฐาน ด้วยเทคโนโลยี ADSL และ 3.เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายโดยใช้คลื่นความถี่ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G/4G

เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับการให้บริการบรอดแบนด์หรืออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง คือ เทคโนโลยี FTTH ซึ่งให้บริการผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง เทคโนโลยีที่ดีรองลงมาสำหรับการให้บริการบรอดแบนด์คือ ผ่านคู่สายทองแดงที่ไปถึงบ้านของผู้ใช้ทุกรายผ่านโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน ด้วยเทคโนโลยี ADSLในการบริการบรอดแบนด์ การใช้คลื่นความถี่ด้วยเทคโนโลยี 3G หรือ WiMAX มีคุณภาพการบริการและความเร็วต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับ FTTH และ ADSL แม้ว่าจะด้อยกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ ในแง่ของคุณภาพและความเร็วในการให้บริการ แต่จุดแข็งของเทคโนโลยี 3G ก็คือ ต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก สามารถสร้างโครงข่ายครอบคลุมได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อการพัฒนาสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาและมีสาธารณูปโภคด้านการสื่อสารน้อย นอกจากนี้ยังมีขีดความสามารถในการให้บริการทุกที่ ทุกเวลา เช่นเดียวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในขณะที่การให้บริการบรอดแบนด์ผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง ด้วยเทคโนโลยี FTTH แม้จะดีที่สุดในวันนี้ แต่ต้นทุนการให้บริการยังคงแพงมากเมื่อเทียบกับรายได้คนไทย การนำ FTTH มาใช้อาจต้องรอเวลาให้ราคาถูกลง หรือมีการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐอย่างจริงจัง และคงให้บริการได้เฉพาะในเขตเมืองใหญ่

การขยายการให้บริการบรอดแบนด์ ADSL ผ่านโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานเป็นสิ่งที่นิยมกันโดยทั่วไปในประเทศที่พัฒนาแล้วก่อนการพัฒนาไปสู่ FTTH แต่สำหรับประเทศไทยนั้นโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานยังครอบคลุมน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่และประชากรของประเทศ ปัจจุบันโทรศัพท์พื้นฐานครอบคลุมเพียงประมาณร้อยละ 10 ของประชากร ปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 3 ของประชากรเท่านั้นที่ใช้บริการบรอดแบน์ด้วย ADSL การขยายโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานเป็นสิ่งที่ค่อนข้างช้าเนื่องจากการเพิ่มแต่ละหมายเลขแต่ละพอร์ตจะต้องวางคู่สายทองแดง 1 คู่สายไปยังบ้านของผู้ใช้ การแก้ปัญหาระยะสั้นเพื่อให้การให้บริการบรอดแบนด์ของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว วิธีที่ดี เร็ว และราคาถูกที่สุด คือการขยายผ่านโครงข่ายแบบไร้สาย

โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่นำมาใช้อุดช่องว่างได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของการมีโครงข่ายหลัก (Backbone) และโครงข่ายบริการ (Access Networks) ที่ดี การสร้างสถานีฐานแต่ละสถานีของ 3G จะสามารถให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายแก่คนไทยได้นับพันคน ต่างจากการเพิ่มด้วย ADSL ที่เพิ่มจำนวนคู่สายได้เพียงครั้งละหนึ่งคู่สายเท่านั้น ดังนั้นการขยายจำนวนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์ในประเทศไทยในระยะสั้นให้มากที่สุดจำเป็นต้องทำโดยการสนับสนุนให้มีการออกใบอนุญาต 3G 4G หรือ WiMAX จากนั้นต้องมีมาตรการส่งเสริมสนับสนุนให้เพิ่มการบริการด้วย FTTH ผ่านใยแก้วนำแสง ในเขตเมืองใหญ่ และ ADSL เขตชานเมือง ในระยะกลางและระยะยาว

ความสำคัญสูงสุดของการให้บริการบรอดแบนด์ที่ได้รับการยอมรับในทางสากลในวันนี้ คือ การเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญ เปรียบเสมือนถนนเส้นใหญ่ที่จะนำข้อมูลข่าวสารในรูปแบบต่างๆ ไปถึงคนไทย ทำให้ทุกคนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ใกล้เคียงกัน เมื่อมีถนนเส้นบรอดแบนด์แล้วการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ การพัฒนาการให้บริการสาธารณะในรูปแบบต่างๆ โดยทั่วถึง ต้นทุนต่ำ ผ่านถนนเส้นนี้จะง่ายขึ้น นำพาประเทศของเราเข้าสู่สังคมข้อมูลข่าวสารและสังคมอุดมปัญญา (Information Society) ดังนั้นการเพิ่มการบริการบรอดแบนด์จะมีผลต่อการพัฒนาประเทศทั้งในแง่สังคมและเศรษฐกิจ